รวมเทคนิค การทำ SEO
/ / รวบรวมเทคนิคทำ SEO : ถ้าเหนื่อยยิง Ad เพื่อโปรโมทเว็บไซต์ ลอง SEO ดูไหม?
|

รวบรวมเทคนิคทำ SEO : ถ้าเหนื่อยยิง Ad เพื่อโปรโมทเว็บไซต์ ลอง SEO ดูไหม?

SEO คืออะไร?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพที่จะช่วยให้บรรดา Search Engine หาเว็บของเราเจอได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้นตามไปด้วย

 

ให้ลองคิดว่าการทำ SEO คือการที่เราพยายามจีบ Search Engine ให้ติด ด้วยวิธีพัฒนาตัวเองให้ดีมากพอจะเข้าไปอยู่ในสายตาของเขา ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Search Engine อีกมากมายหลายเจ้า

 

ฉะนั้น การพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีจึงประกอบไปด้วยหลายปัจจัย ไม่สามารถทำ SEO ให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว

เวลาที่เราค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ต่างๆ อย่างเช่น Google แน่นอนว่ามีเว็บไซต์ให้เราเลือกคลิกอ่านมากมาย 

 
แต่เรากดลิงก์ไหนก่อนล่ะ?

 

ลิงก์ที่อยู่ด้านบนสุดมักจะดึงดูดความสนใจได้ดีกว่าใช่มั้ยคะ และพฤติกรรมของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ชอบกดลิงก์แรกๆ นั้นทำให้อัลกอริทึม (Algorithm) รับรู้ว่า “นั่นคือเว็บไซต์ยอดนิยม” และจะช่วยดันให้คนเห็นมากยิ่งขึ้นไปอีก

เรียกได้ว่า ถ้าชิงตำแหน่งบนๆ ใน Search Engine มาได้ เว็บของเราก็จะฮิตติดลมบนได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องยิงโฆษณา (Ads) เลยแม้แต่บาทเดียว

การทำ SEO จึงไม่ต่างกับการแย่งชิงทำเลที่ดีที่สุดในหน้าค้นหา และนั่นจึงเป็นสิ่งที่เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า การทำ SEO นั้น ทำยังไงให้ได้ผลกันนะ?

ประเภท ของ Keyword ที่ใช้ ทำ SEO

วิธีทำ SEO ที่ดี มีอะไรบ้าง

1. Keyword คือสิ่งสำคัญ

สังเกตง่ายๆ จากพฤติกรรมของตัวเราเอง ที่เวลาต้องการจะค้นหาอะไรสักอย่างใน Google ก็มักจะพิมพ์ Keyword ที่เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คำ และ Search Engine จะประมวลผลเพื่อหาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดขึ้นมาเป็นลิงก์แรกๆ 

“คีย์เวิร์ด” จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่น่าจะสนใจในสินค้าและบริการของเรา หาเราเจอได้ง่ายขึ้น โดยแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้

  • Seed Keyword หรือ Short Tail Keyword : คือคำสั้นๆ ที่มีความหมายกว้าง และมีคู่แข่งเยอะ (ผู้ที่ทำธุรกิจประเภทเดียวกับเราก็มักจะใช้คำนี้) ควรใช้ให้เป็นธีมหลักของเนื้อหา เช่น 
    • รองเท้า
    • แก้วเก็บความเย็น
  • Long Tail Keyword : คือคำที่เจาะจงมากขึ้น ยาวขึ้น คู่แข่งน้อยลง เช่น 
    • รองเท้ากีฬา ผู้หญิง
    • แก้วเก็บความเย็น เยติ สีฟ้า 
  • Short-term Fresh Keyword : คำที่ขึ้นอยู่กับกระแสในขณะนั้น คู่แข่งปานกลาง ซึ่งมักจะมีการค้นหาในปริมาณที่สูงมากเป็นระยะเวลาไม่นาน อย่างภาพยนตร์ที่กำลังเข้าโรง หรือคำตามกระแสที่คนนิยมใช้อยู่เพียงช่วงหนึ่ง เช่น
    • ส้มหยุด
    • งานไม่ใหญ่แน่นะวิ
    • Black Panther 2
  • Long-term Evergreen Keyword : คือคำที่ถูกค้นหาอยู่ตลอดเวลา ปริมาณการค้นนั้นอาจผันผวนได้จากหลายปัจจัย แต่จะไม่สูงมากหรือต่ำเกินไป มียอดการค้นหาปานกลาง คู่แข่งก็ปานกลาง เช่น
    • ซ่อม ลูกบิดประตู
    • วิธีทำ แกงเขียวหวาน
  • Product Keyword : คำที่ระบุชื่อแบรนด์หรือกลุ่มสินค้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจจะทำให้เกิดการซื้อขายได้สูง เพราะเวลาคนค้นหาชื่อ ยี่ห้อ และรุ่นของสินค้าประเภทใด นั่นแปลว่ากำลังสนใจสิ่งนั้นแบบเฉพาะเจาะจงสุดๆ เช่น
    • เนย ฝรั่งเศส แท้ ยี่ห้อ xxx
    • รองเท้า ออกกำลังกาย รุ่น ABC1234
  • Customer Defining Keyword : คำที่ระบุถึงกลุ่มเป้าหมาย อาจมียอดการค้นหาน้อย คู่แข่งน้อยลง แต่โอกาสปิดการขายได้สูงเช่นเดียวกับข้อก่อนหน้านี้ เช่น
    • ชุดออกกำลังกาย สำหรับผู้หญิง
    • เบาะรองนอน สุนัข พันธุ์เล็ก
  • Geo-targeting Keyword : คือการระบุสถานที่ เพื่อให้คนค้นหาร้านค้าหรือสถานที่นั้นเจอได้ง่ายขึ้น ผู้ที่ค้นหาส่วนมากมักเป็นผู้ที่สนใจจะไปอยู่แล้ว เช่น
    • ร้านกาแฟ เชียงใหม่ อร่อย
    • ร้าน อิซากายะ สุทธิสาร 

ทั้งนี้ อาจมีการจำแนกคีย์เวิร์ดออกได้อีกหลายประเภท แต่สามารถสรุปหลักการคร่าวๆ ได้ ดังนี้

  • คีย์เวิร์ดยิ่งกว้าง ยิ่งถูกอัลกอริทึมหาเจอได้ง่าย มีคนค้นหาเยอะ แต่ก็มีคู่แข่งใช้คำเหล่านี้เยอะเช่นกัน ทำให้แม้ว่าเว็บของเราจะไปโผล่ในหน้า Search Engine แต่ก็จะปรากฎอยู่ท่ามกลางลิงก์เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันอีกมากมาย โอกาสที่คนจะกดเข้ามาดูเว็บของเราจึงน้อยลงตามไปด้วย
  • คีย์เวิร์ดยิ่งแคบ คนก็ยิ่งค้นหาน้อย แต่เท่ากับว่านั่นคือคนที่ต้องการจะหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นจริงๆ ทำให้คู่แข่งน้อยลง และโอกาสที่ผู้ค้นหาจะเข้ามาใช้บริการเว็บของเราก็จะสูงขึ้น

โครงสร้าง เว็บไซต์ ประเภท ต่างๆ

2. โครงสร้างเว็บไซต์

คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อการทำ SEO เพราะเว็บที่ใช้งานง่าย ย่อมทำให้ Bot ของบรรดา Search Engine เข้ามาสำรวจข้อมูลได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์ดีขึ้นตามไปด้วย

โครงสร้างเว็บไซต์มีหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • Linear Structure (แบบเส้นตรง) : แสดงเนื้อหาเป็นลำดับ ทีละหัวข้อ
  • Hierarchical Structure (แบบต้นไม้) : มักแสดงเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ และแยกย่อยตามแต่ละหัวข้อลงไป
  • Web Linked Structure (แบบเชื่อมโยงอิสระ) : มีโครงสร้างที่เข้าใจยาก ไม่มีรูปแบบตายตัว มักลิงก์ออกไปนอกเว็บ แล้วลิงก์กลับเข้ามาใหม่
  • Hybrid Structure (แบบผสม) : ผสมระหว่างรูปแบบต้นไม้และแบบเส้นตรง โดยใช้โครงสร้างจากรูปแบบต้นไม้เป็นหลัก

การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์นั้น เราต้องรู้จักสินค้าและบริการของตัวเองก่อน ว่าอยากนำเสนออะไร และนำเสนอให้ใคร เพื่อจะได้สื่อสารให้สอดคล้องกับสิ่งที่คิดเอาไว้

โดยนอกจากโครงสร้างเว็บที่ดีแล้ว หน้าตาที่ดูสวยงามน่าใช้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไปเช่นกันค่ะ


3. On-page SEO

คือการทำให้หน้าเว็บไซต์เหมาะสมกับการใช้งานและถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น โดยมีเทคนิคอยู่มากมาย เช่น

  • พยายามให้แต่ละหน้าเว็บ มีเนื้อหาเพียงหนึ่งหัวข้อ โดยอาจใส่หัวข้อย่อยลงไป เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทั้งยังใช้เวลาอยู่บนเว็บได้นานขึ้น
  • ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับที่ผู้ค้นหาต้องการ เพราะถ้าเนื้อหากระจัดกระจาย หรือไม่ใช่สิ่งที่กำลังค้นหาอยู่ คนก็มักจะกดปิดเว็บไซต์ออกไปอย่างรวดเร็ว
  • Meta Tag คือการจัดกลุ่มเนื้อหาอย่างง่ายโดยใช้แท็ก เพื่อบ่งบอกว่าเนื้อหานี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร
  • Url ที่มีคำระบุชัดเจนว่าเว็บไซต์นั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร
  • ให้ความสำคัญกับ Heading Tag เพราะ Search Engine จะสนใจส่วนที่เป็นหัวข้อมากกว่าเนื้อหา
  • รูปภาพก็สำคัญ เพราะการใส่ภาพมาประกอบจะทำให้เราสามารถอ่านบทความได้ง่ายขึ้น ทำให้คนอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น และยังสามารถใส่ Alt Text เพื่อช่วยเพิ่มการค้นหาได้อีกด้วย
  • ความเร็วในการแสดงเนื้อหาอาจจะเป็นสิ่งที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่จริงๆ สำคัญมาก เพราะถ้าเราเจอเว็บไซต์ที่แสดงข้อมูลได้ช้า เราจะกดออกและไปหาเว็บอื่นทีดูข้อมูลได้ง่ายกว่า และการที่มีอัตราการกดออกจากเว็บเยอะก็ย่อมทำให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บของเราเป็นเว็บที่ไม่ดี ส่งผลให้แรงก์ตกนั่นเอง

4. Link Building หรือ Off-page SEO

คือการที่เว็บไซต์อื่นลิงก์กลับมายังเว็บเรา ซึ่งมีความสำคัญตรงที่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือ เมื่อมีผู้อื่นนำเราไปอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่มี Authority สูง หรือเพียงแค่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บของเรา ก็ย่อมส่งผลให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

วิธีการทำให้เกิด Off-page SEO เช่น

  • ผลิตเนื้อหาที่ดี มีคุณภาพ
  • ใส่ใจกับชั้นตอนการทำ On-page SEO เช่น การเลือกคีย์เวิร์ด และ Alt Tag
  • ใช้อินโฟกราฟิก เพราะเข้าใจง่ายและน่าอ่านกว่าตัวหนังสือ
  • ใช้สูตร 70 / 20 / 10 หรือก็คือให้เนื้อหา 70% เป็นข้อมูลเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ 20% คือเนื้อหาเรื่องอื่นๆ และ 10% คือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเรา
  • ให้ Influencer ช่วยโปรโมท

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำ SEO แต่ก็ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราพัฒนาขึ้น มีผู้เข้าชมมากขึ้น ซึ่งหากเราพัฒนาได้ จะส่งผลต่ออันดับของเราที่ปรากฎใน Search Engine อย่างแน่นอนค่ะ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำ SEM (การซื้อโฆษณา) จะด้อยไปกว่า SEO หากมองในแง่ของการโปรโมทเว็บไซต์ให้ผ่านตาคนในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนเป็นทางลัดให้เว็บของเราขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งบนที่คนเห็นได้ง่าย 

สรุปได้ว่า การทำ SEO คือการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพในระยะยาว ส่วน SEM คือตัวเร่ง ที่จะช่วยเพิ่ม Traffic ให้เว็บในระยะสั้น หากไม่ต้องการเสียเงินโฆษณา การทำ SEO เฉยๆ ก็เพียงพอค่ะ แต่ถ้าต้องการกำลังเสริมให้ทาง Search Engine เป็นแม่ยก ช่วยดันเว็บไซต์ของเราให้โดดเด่นขึ้นมา การทำ SEM ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published.