ความแตกต่าง ระหว่าง SEO และ SEM
/ / ไขความต่างระหว่าง “SEO และ SEM”
|

ไขความต่างระหว่าง “SEO และ SEM”

ความแตกต่างระหว่าง SEO และ SEM : ข้อมูลดีๆ ที่นักการตลาดควรรู้

 

“อยากติดหน้าแรกบน Google ต้องทำ SEO เอ๊ะ! หรือ SEM กันแน่นะ?” วันนี้ซันนี่จะมาไขความแตกต่างระหว่าง SEO และ SEM และไขข้อข้องใจ ว่าทำไม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด? จึงควรต้องใช้ทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป

ในปัจจุบัน หากเราต้องการซื้อสินค้าสักชิ้นคนส่วนใหญ่มักจะเสิร์ชคีย์เวิร์ด (Keywords) เพื่อค้นหาสินค้านั้นนั้นบนเครื่องมือค้นหาออนไลน์ (Search Engine) ซึ่งเสิร์ชเอนจิ้นที่นิยมในปัจจุบันมากสุดก็คงหนีไม่พ้น Google นั่นเอง

ทำให้หลายๆธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ หรือปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเตรียมรองรับข้อมูลต่างๆให้มีประโยชน์ตรงตามที่กลุ่มลูกค้าเราค้นหา โดย “Google Bot” จะเป็นตัวที่ตรวจสอบเนื้อหาในเว็บไซต์ของเรา และจัดอันดับให้คะแนน 

ซึ่งถ้าเราต้องการ “ไต่อันดับขึ้นไปอยู่หน้าแรกของ Google”  เราต้องช่วยให้ Google Bot ตรวจสอบเราได้โดยง่าย

และการที่จะนำบทความหรือคอนเทนต์ต่างๆในเว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆบน Google อย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องใช้เครื่องมือ 2 ชนิดควบคู่กัน นั่นก็คือ SEO และ SEM

ว่าแต่ ชื่อคล้ายกันขนาดนี้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไรนะ?

SEO (Search Engine Optimization) vs. SEM ( Search Engine Marketing)

SEO และ SEM มีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำคนเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา ผ่านบทความ หรือคอนเทนต์ที่แทรกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับคำค้นหาของลูกค้า

โดย SEO (Search Engine Optimization)คือการปรับแต่งเว็บไซต์ และปรับเนื้อหาในคอนเทนต์ของเราให้มีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับคำที่ลูกค้าใช้ค้นหา ซึ่งต้องอาศัยทั้งความแม่นยำของคีย์เวิร์ดที่เราใส่ รวมถึงระยะเวลาที่บทความจะได้รับความนิยมซึ่งอาจนานหลายเดือนเลยทีเดียว

ส่วน SEM ( Search Engine Marketing) เป็นวิธีการทำ การตลาดออนไลน์ผ่านเสิร์ชเอนจิ้น โดยผสมผสานหลักการแทรกคีย์เวิร์ดแบบ SEO แต่ไม่ได้แทรกลงไปเฉยๆ SEM ต้องประมูลคีย์เวิร์ดที่คิดว่าลูกค้าจะใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการ และซื้อโฆษณาแบบเก็บเงินตามจำนวนคลิก ค่าโฆษณาจะแปรผันตามจำนวนการคลิกเข้ามาดูคอนเทนต์ หรือที่เราเรียกว่า PPC (Pay Per Click) นั่นเอง

แต่! ถ้าลูกค้าไม่คลิกก็ไม่ต้องเสียเงินนะ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ เราจะกล่าวถึงข้อดีนี้ในตอนต่อไป

หลังจากซื้อโฆษณาแล้วคอนเทนต์ของเราก็จะขึ้นไปปรากฎอันดับแรกๆของผลการค้นหาทันที ไม่ต้องรอนานเหมือนการทำ SEO

วิธีการแยก SEO และ SEM

วิธีการแยกคอนเทนต์ 2 ประเภทนี้ออกจากกันนั้น ซันนี่ขอบอกว่าง่ายมาก

การทำ SEO ลูกค้าจะพบคอนเทนต์ของเราในหน้าคำค้นหาทั่วไป และจะไม่มีคำว่า Ads กำกับไว้ ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าคิดว่าคอนเทนต์ที่เขาพบนั้นเป็น Organic Content ที่ Google คัดสรรมาให้ ไม่ใช่เนื้อหาที่แทรกกลยุทธ์ทางการตลาด

แต่ในการทำ SEM ที่เป็นการทำโฆษณาโดยตรง จะมีป้ายกำกับต่อท้ายจากหัวเรื่องว่า “Ads” เมื่อมีคนใช้คำค้นหาคำเดียวกับที่เราประมูลไว้ เขาก็จะเจอคอนเทนต์ของเราอยู่อันดับต้นๆในหน้าแรก

SEM ใช้การประมูลคีย์เวิร์ดแบบ “Pay Per Click”

แล้วอย่างนี้คนจะคลิก “Ads” หรือ?

จากความแตกต่างในข้อก่อนหน้า เราคงต้องยอมรับว่าโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เรามักจะมีความรู้สึกด้านลบกับโฆษณา จึงไม่แปลกเลยที่เราจะหลีกเลี่ยงเนื้อหาโฆษณาและคลิกดูคอนเทนต์ที่ไม่มีคำว่า “Ads” พ่วงท้าย ทำให้ยอดการคลิกคอนเทนต์ออร์แกนิคแบบ SEO สูงกว่ายอดคลิกของคอนเทนต์ที่ทำ SEM

ซึ่ง Google จะชอบดึงคอนเทนต์ที่มียอดคลิกแบบออร์แกนิคมาแสดงผลมากกว่าการทำ SEO จึงเป็นการลงทุนที่หวังผลในระยะยาว

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงคีย์เวิร์ดที่ตรงใจลูกค้าหรือไม่ ก็เป็นตัวแปรสำคัญ ความต่างในข้อนี้จึงไม่ตายตัวเสมอไป

แต่อย่าลืมว่า SEM ใช้การประมูลคีย์เวิร์ดแบบ “Pay Per Click” และจะถูกเรียกเก็บเงินก็ต่อเมื่อเกิดการคลิก ระบบจะไม่นำ “การมองเห็น” หรือ “การเข้าถึง” มาคิดเงิน

ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีการคลิกเข้ามาดูคอนเทนต์ แต่ลูกค้าก็ได้เห็นคอนเทนต์ของเราผ่านตาในหน้าแรกของ Google ไปเรียบร้อยแล้ว จึงมีหลายธุรกิจเลือกประมูลคีย์เวิร์ดแบบ SEM เพื่อให้เกิดการมองเห็น และการรับรู้แบรนด์ ควบคู่ไปกับการปั้นยอดคลิกออร์แกนิคแบบ SEO

 

SEM สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้

บางครั้งคีย์เวิร์ดที่เราแทรกก็อาจจะไม่ได้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายเสมอไป นั่นเป็นสาเหตุให้ SEM มีข้อได้เปรียบกว่า SEO ในการทำการตลาดออนไลน์ที่ต้องการความแม่นยำสูง

และนอกจากการแทรกคีย์เวิร์ดที่เราคิดว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะใช้ค้นหาแล้ว การทำ SEO ไม่สามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดมากไปกว่านั้น

แต่ในการทำ SEM เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการให้เห็นคอนเทนต์ของเราได้ โดยสามารถกำหนดอย่างละเอียดไปถึง เพศ อายุ รายได้ ที่อยู่อาศัย คล้ายๆกับการซื้อโฆษณาทางโซเชียลมีเดีย รวมถึงยังสามารถวัดผลการโฆษณาได้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันสำหรับธุรกิจหลายประเภทเลยทีเดียว

SEO & SEM

SEO และ SEM มีข้อดีคนละอย่าง แล้วอย่างนี้ จะเลือกทำตัวไหนดีล่ะ?

คำถามยอดฮิตที่ซันนี่ต้องขอตอบว่า ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ งบประมาณ และระยะเวลาที่เรามี

การลงทุนกับ SEM ในช่วงแรกจะผลักดันให้เว็บไซต์มีคุณภาพ ติดอันดับอย่างรวดเร็ว ทั้งยังช่วยให้เกิดยอดขายขึ้นในระยะแรกๆได้ ที่สำคัญ สามารถวัดผลคุณภาพของคอนเทนต์และโฆษณาได้ เป็นแนวทางเบื้องต้นให้การตลาดดิจิตัลของเรา

ในขณะเดียวกันเราก็ควรให้ความสำคัญกับ SEO เพื่อสร้างยอดการเข้าถึงแบบออร์แกนิคควบคู่กันไป ทำให้คอนเทนต์ของเราเป็นที่นิยมอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะไม่ได้ซื้อโฆษณาแล้วก็ยังติดอันดับการค้นหาอยู่ และได้รับความไว้ใจจากลูกค้าว่าเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ ทำให้ลูกค้านึกถึงเราเป็นอันดับแรก

 

Sunny Digital Marketing

การจะเป็นอันดับ 1 ในใจลูกค้านั้นไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากเราเข้าใจเครื่องมือทางการตลาดแต่ละตัวและสามารถใช้ได้อย่างตรงจุด

การซื้อโฆษณาแบบ SEM ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและสามารถสร้างยอดขายได้ทันใจ แต่ก็ควรต้องทำ SEO ควบคู่กันไป แม้จะใช้เวลานานแต่ก็เป็นการลงทุนระยะยาวและให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ถ้าไม่มีเวลาว่างทำเอง ติดต่อเราเลย https://www.sunnysideupstudio.net

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published.